ค้นหา:
 
     
ภาษาไทย | English
  หน้าแรก   ทนายความ   เว็บบอร์ด   เกี่ยวกับเรา   บทความ   วิธีการชําระเงิน   ติดต่อเรา
   เข้าสู่ระบบ!!    Mobile        รถเข็น      
สถิติของเวบไซต์

เปิดเวบเมื่อ 03/02/2549
ปรับปรุงเวบเมื่อ 07/10/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 500

หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (500)
ผู้บริหารสภาทนายความ (ปี พศ. 2553-2556 )
ผู้บริหารสภา (ภูมิภาค) ปี พศ. 2548-2551
ทนายความประเทศไทย
ทนายความเอเชีย
ทนายความทั่วโลก
ทนายความอาเซียน
สมาชิกเครือข่ายทนายความ
คดีอาญา
คดีคนต่างด้าว(คนเข้าเมือง)
คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
คดีการก่อการร้าย
คดีความผิดต่อการปกครอง
คดีความผิดต่อเจ้าพนักงาน
คดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
คดีเกี่ยวกับการยุติธรรม
คดีเกี่ยวกับศาสนา
คดีเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน
คดีก่อให้เกิดภยันตราย
คดีการปลอมและการแปลง
คดีความผิดเกี่ยวกับเงินตรา
คดีเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์ และตั๋ว
คดีความผิดเอกสาร
คดีความผิดบัตรอิเลคทรอนิกส์
คดีความผิดหนังสือเดินทาง
คดีความผิดเกี่ยวกับการค้า
คดีความผิดเกี่ยวเพศ
คดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย
คดีความผิดฐานทำให้แท้งลูก
คดีทอดทิ้งเด็กคนป่วยเจ็บหรือคนชรา
คดีความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง
คดีความผิดฐานเปิดเผยความลับ
คดีหมิ่นประมาท
คดีลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์
คดีกรรโชกทรัพย์
คดีรีดเอาทรัพย์
คดีชิงทรัพย์
คดีปล้นทรัพย์
คดีความผิดฐานซ่องโจร
คดีฉ้อโกง
คดีฉ้อโกงเจ้าหนี้
คดีความผิดฐานรับของโจร
คดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์
คดีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
คดีความผิดฐานบุกรุก
คดียาเสพติด (ยาบ้า)
คดีหมิ่นประมาท
คดีทรัพย์สินทางปัญญา
คดีภาษีอากร
อนุญาโตตุลาการ
คดีองค์กรธุรกิจ
คดีครอบครัว
คดีสิ่งแวดล้อม
คดีที่ดิน
คดีล้มละลาย
คดีมรดก
คดีผิดสัญญาเช่าซื้อ
คดีผิดสัญญาซื้อขาย
คดีหนี้สภาบันการเงิน
คดีประกันชีวิต
คดีประกันภัย (รถยนต์)
คดีแรงงาน
คดีเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม
คดีการค้าระหว่างประเทศ
คดีกู้ยืม
คดีบัตรเครดิต
คดีก่อสร้าง
คดีนิติบุคคล - อาคารชุด
คดีประกันภัยทางทะเล
ที่ปรึกษากฎหมายและธุรกิจ
คดีผิดสัญญา
คดีละเมิด
คดีกู้ยืม-จำนองทรัพย์สิน
คดีตั๋วเงิน (เช็ค)
บังคับคดี
อุทธรณ์ - ฎีกา
คดีเลือกตั้ง
คดีปกครอง
คดีมรดก
คดีนิติบุคคลอาคารชุด
คดีคุ้มครองผู้บริโภค
คดีเกี่ยวกับบุคคล
เพิกถอนการให้
คดีผิดสัญญาจ้างทำของ
ผิดสัญญาจ้างขนสินค้า
ผิดสัญญารับฝากทรัพย์
ผิดสัญญาค้ำประกัน
ผิดสัญญาจำนอง
ทนายความจังหวัดอำนาจเจริญ
ทนายความจังหวัดอ่างทอง
ทนายความกรุงเทพมหานคร
ทนายความจังหวัดบึงกาฬ
ทนายความจังหวัดเบตง
ทนายความจังหวัดบุรีรัมย์
ทนายความจังหวัดฉะเชิงเทรา
ทนายความจังหวัดชัยนาท
ทนายความจังหวัดชัยภูมิ
ทนายความจังหวัดจันทบุรี
ทนายความจังหวัดเชียงใหม่
ทนายความจังหวัดเชียงราย
ทนายความจังหวัดชลบุรี
ทนายความจังหวัดชุมพร
ทนายความจังหวัดกาฬสินธุ์
ทนายความจังหวัดกำแพงเพชร
ทนายความจังหวัดกาญจนบุรี
ทนายความจังหวัดขอนแก่น
ทนายความจังหวัดกระบี่
ทนายความจังหวัดลำปาง
ทนายความจังหวัดลำพูน
ทนายความจังหวัดเลย
ทนายความจังหวัดลพบุรี
ทนายความจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ทนายความจังหวัดมหาสารคาม
ทนายความจังหวัดมุกดาหาร
ทนายความจังหวัดนครนายก
ทนายความจังหวัดนครปฐม
ทนายความจังหวัดนครพนม
ทนายความจังหวัดนครราชสีมา
ทนายความจังหวัดนครสวรรค์
ทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช
ทนายความจังหวัดน่าน
ทนายความจังหวัดนราธิวาส
ทนายความจังหวัดหนองบัวลำภู
ทนายความจังหวัดหนองคาย
ทนายความจังหวัดนนทบุรี
ทนายความจังหวัดปทุมธานี
ทนายความจังหวัดปัตตานี
ทนายความจังหวัดพังงา
ทนายความจังหวัดพัทลุง
ทนายความจังหวัดพะเยา
ทนายความจังหวัดเพชรบูรณ์
ทนายความจังหวัดเพชรบุรี
ทนายความจังหวัดพิจิตร
ทนายความจังหวัดพิษณุโลก
ทนายความจังหวัดแพร่
ทนายความจังหวัดอยุธยา
ทนายความจังหวัดภูเก็ต
ทนายความจังหวัดปราจีนบุรี
ทนายความจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ทนายความจังหวัดระนอง
ทนายความจังหวัดระยอง
ทนายความจังหวัดราชบุรี
ทนายความจังหวัดราชบุรี
ทนายความจังหวัดร้อยเอ็ด
ทนายความจังหวัดสระแก้ว
ทนายความจังหวัดสกลนคร
ทนายความจังหวัดสมุทรปราการ
ทนายความจังหวัดสมุทรสาคร
ทนายความจังหวัดสมุทรสงคราม
ทนายความจังหวัดสระบุรี
ทนายความจังหวัดสตูล
ทนายความจังหวัดสิงห์บุรี
ทนายความจังหวัดศรีสะเกษ
ทนายความจังหวัดสงขลา
ทนายความจังหวัดสุโขทัย
ทนายความจังหวัดสุพรรณบุรี
ทนายความจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทนายความจังหวัดสุรินทร์
ทนายความจังหวัดตาก
ทนายความอำเภอตะกั่วป่า
ทนายความจังหวัดตรัง
ทนายความจังหวัดตราด
ทนายความจังหวัดอุบลราชธานี
ทนายความจังหวัดอุดรธานี
ทนายความจังหวัดอุทัยธานี
ทนายความจังหวัดอุตรดิตถ์
ทนายความจังหวัดยะลา
ทนายความจังหวัดยโสธร
หนังสือกฎหมาย
กฎหมายและพระราชบัญญัติ
เนติบัณฑิตยสภา
ปริญญาโทด้านกฎหมาย
สถาบันวิชาชีพกฎหมายชั้นสูง (อาจารย์ & สมาชิก)
เวปมาสเตอร์
สมาชิกใหม่
กฎหมาย
สำนักงานทนายความ

บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เว็บบอร์ด
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน

จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

เว็บลิงค์
ตรวจคนเข้าเมืองออนไลน์
พินัยกรรมออนไลน์
จัดการมรดกออนไลน์
กฎหมายไทย
หนังสือกฎหมายไทย
ทนายความอาเซียน
ทนายความประเทศไทย
ทนายความทั่วโลก
สภาทนายความ
สถานทูตต่างประเทศในไทย
สถานทูตไทยในต่างประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ศาลยุติธรรม
ศาลทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลภาษีอากรกลาง
ศาลแรงงานกลาง
กรมราชทัณฑ์
โรงพยาบาลในประเทศไทย
กรมบังคับคดี
วีซ่า อเมริกา
ราชกิจจานุเบกษา
ข่าวหนังสือพิมพ์วันนี้
ค้นหาฎีกา
แปลไทย-อังกฤษ
รหัสไปรษณีย์
หลักสูตรการเรียนกฎหมายชั้นสูง (วิชา)
อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา
Video Link
หมอดูออนไลน์
กอล์ฟ
ประกันชีวิตและทรัยพ์สิน

Ẻͺ͹Ź
วัตถุประสงค์เข้าเยี่ยมเวปนี้
ค้นหาทนายความ
ค้นหากฎหมาย




สายด่วนทนายความ 089-226-8899

สินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >>> ทนายความจังหวัดอ่างทอง

ทนายความจังหวัดอ่างทอง

ทนายความจังหวัดอ่างทอง 089-226-8899

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
ตราประจำจังหวัด คือรูปอ่างทอง ในอ่างมีรวงข้าวและใบข้าว จังหวัดอ่างทองเป็นที่ราบลุ่ม มี

ลักษณะเป็นแอ่งรับน้ำภูมิประเทศเหมาะแก่การเพาะปลูก ดวงตราของจังหวัดจึงเป็นรูปอ่างสี

ทองซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัด และในอ่างมีรวงข้าวและใบข้าวซึ่งหมายถึงการทำ

นา อาชีพหลักของคนในภูมิภาคนี้
ต้นไม้ประจำจังหวัด คือ มะพลับ (Diospyros malabarica)
คำขวัญ คือ พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน 

ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน

ภูมิศาสตร์
ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]
จังหวัดอ่างทองเป็นพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง พิกัดภูมิศาสตร์เส้นรุ้งที่ 14 องศา 35 ลิปดา 12 พิลิปดา

เหนือ เส้นแวงที่ 100 องศา 27 ลิปดา ห่างจากกรุงเทพมหานครมาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 

32 (บางปะอิน-พยุหะคีรี) ระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร และเส้นทางเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยา

ถึงตลาดท่าเตียน ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร มีรูปร่างลักษณะคล้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มี

ส่วนกว้างตามแนวทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก และส่วนยาวตามแนวทิศเหนือถึงทิศใต้ใกล้เคียง

กัน คือ ประมาณ 40 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 968.372 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 605,232.5 ไร่ 

และมีอาณาเขตดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอค่ายบางระจัน อำเภอพรหมบุรี อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี และ 

อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอผักไห่และอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางปะหัน อำเภอมหาราช และ อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระ

นครศรีอยุธยา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอศรีประจันต์ อำเภอสามชุก และอำเภอเดิม

บางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
ภูมิประเทศ
จังหวัดอ่างทอง มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม ลักษณะคล้ายอ่าง ไม่มีภูเขา ดิน

เป็นดินเหนียวปนทราย พื้นที่ส่วนใหญ่เหมาะแก่การปลูกข้าว ทำไร่ ทำนา และทำสวน และมี

แม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน 2 สาย คือแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำ

สายแขนงที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง ซึ่ง

ไหลผ่านอำเภอไชโย อำเภอเมืองอ่างทอง อำเภอป่าโมก รวมระยะทางที่ไหลผ่านจังหวัดอ่างทอง

ประมาณ 40 กิโลเมตร

ภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศจัดอยู่ในโซนร้อนและชุ่มชื้น เป็นแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู โดยได้รับ

อิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้

อากาศหนาวเย็น และแห้งแล้งในช่วงนี้ และได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วง

เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ทำให้มีเมฆมากและฝนตกชุกในช่วงนี้

ประวัติศาสตร์
อ่างทองในอดีตนั้นมีผู้คนอาศัยอยู่มานานหลายร้อยปี เพราะท้องที่ของอ่างทองเป็นที่ราบลุ่ม

ลักษณะคล้ายอ่าง ไม่มีภูเขา ป่า หรือแร่ธาตุ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำเจ้า

พระยาและแม่น้ำน้อย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ได้อาศัยทำการเพาะปลูก อุปโภคบริโภค และ

คมนาคมตลอดมา

เมืองอ่างทอง ได้ชื่อนี้มาจากไหน มีการสันนิษฐานเป็น 3 นัย

นัยแรกเชื่อว่า คำว่า “อ่างทอง” น่าจะมาจากลักษณะทางกายภาพของพั้นที่นี้ คือเป็นที่ราบลุ่มเป็น

แอ่งคล้ายอ่าง ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งนาที่ออกรวงเหลืองอร่ามเหมือนทอง จึงเป็นที่มาของชื่อจังหวัด

อ่างทอง และดวงตราของจังหวัด เป็นรูปรวงข้าวสีทองอยู่ในอ่างน้ำ ซึ่งมีความหมายถึงความอุดม

สมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ

นัยที่สองเชื่อว่า อ่างทองน่าจะมาจากชื่อของหมู่บ้านเดิมที่เรียกว่า “บางคำทอง” ตามคำ

สันนิษฐานของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) สมุหเทศาภิบาล มณฑลอยุธยา เมื่อ

ครั้งที่กราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จประพาสลำแม่น้ำน้อยและ

ลำแม่น้ำใหญ่ใน พ.ศ. 2459 ว่า ชื่อของเมืองอ่างทองก็จะมาจากชื่อ บางคำทอง ซึ่งแต่งตั้งครั้งกรุง

เก่า ว่าด้วยตามเสด็จพระราชดำเนินเมืองนครสวรรค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจากกรุงเก่า 

“ลุถึงบางน้ำชื่อ คำทอง น้ำป่วนเป็นฟอง คว่างคว้าง” และบางกระแสก็ว่า อาจเพี้ยนมาจากชื่อของ

แม่น้ำลำคลองในย่านนั้น ที่เคยมีชื่อว่า “ปากน้ำประคำทอง” ซึ่งเป็นทางแยกแม่น้ำหลังศาลากลาง

จังหวัด และส่วนในเข้าไปเรียกว่า “แม่น้ำสายทอง” ซึ่งปัจจุบันตื้นเขินใช้ไม่ได้แล้ว

นัยที่สามเชื่อว่า ชื่ออ่างทองน่าจะมาจากชื่อ บ้านอ่างทอง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม

พระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในหนังสือชุมนุมพระนิพนธ์เรื่องสร้างเมืองไว้ตอนหนึ่งว่า “

เมืองอ่างทองดูเหมือนจะตั้งเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวร เดิมชื่อเมืองว่า วิเศษไชยชาญ ตั้งอยู่ริม

แม่น้ำน้อย ที่ลงมาจากนครสวรรค์ อยู่มาแม่น้ำน้อยตื้นเขิน ฤดูแล้งใช้เรือไม่สะดวก ย้าย

เมืองออกมาตั้งริมแม่น้ำพระยาที่บ้านอ่างทองจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองอ่างทอง”

ถึงแม้ว่าชื่อของจังหวัดอ่างทอง จะได้มาตามนัยใดก็ตาม ชื่ออ่างทองนี้เป็นชื่อที่เริ่มมาในสมัยกรุง

ธนบุรีหรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ เมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในอดีต สมัย

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น อ่างทองเป็นที่รู้จักในนามของเมืองวิเศษไชยชาญ ดังนั้นการศึกษา

ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเมืองอ่างทองนั้น หมายถึงการศึกษาความเป็นมาของดินแดน

แถบนี้ย้อนกลับไปกว่า 1 พันปี เป็นสมัยที่ชื่อเสียงของเมืองอ่างทองยังไม่ปรากฏ แต่มีหลักฐาน

แน่ชัดว่า มีดินแดนแถบนี้มานานแล้ว และอาจจะสรุปได้ว่าดินแดนนี้มีลักษณะเด่นชัดอย่างน้อย 2 

ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ทำให้มีมนุษย์ตั้งหลักฐานอยู่กันมา

นานนับพัน ๆ ปี และเป็นดินแดนที่มีความสำคัญในแง่การเป็นยุทธศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

สมัยกรุงศรีอยุธยา

จังหวัดอ่างทองในสมัยทวารวดีได้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นเมืองแล้ว แต่เป็นเมืองไม่ใหญ่โตนัก 

หลักฐานที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ คูเมืองที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอแสวงหา ซึ่งนาย

บาเซอลีเย นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้สำรวจพบ สันนิษฐานว่าเป็น

เมืองโบราณสมัยทวาราวดี ปัจจุบันนี้บ้านคูเมืองอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแสวงหาไปทางทิศเหนือ 

4 กิโลเมตร ในสมัยสุโขทัย ก็เข้าใจว่าผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยเช่นกัน และดินแดนอ่างทองได้

รับอิทธิพลจากสุโขทัยด้วย โดยการสังเกตจากลักษณะของพระพุทธรูปสำคัญในท้องถิ่นที่

อ่างทองมีลักษณะเป็นแบบสุโขทัยหลายองค์ เช่น พระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล อำเภอ

โพธิ์ทอง และพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร อำเภอป่าโมก เป็นต้น

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาระยะต้น ๆ สันนิษฐานว่าอ่างทองคงเป็นชานเมืองของกรุงศรีอยุธยา 

เพิ่งจะยกฐานะเป็นเมืองมีชื่อว่า “แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ” เมื่อประมาณ พ.ศ. 2127 โดยในพระ

ราชพงศาวดารได้กล่าวถึงชื่อเมืองวิเศษไชยชาญเป็นครั้งแรกว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อครั้งยังทรง

เป็นมหาอุปราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เสด็จยกกองทับไปรบกับพระยาพะสิมที่เมือง

สุพรรณบุรี พระองค์ได้เสด็จโดยทางเรือจากกรุงศรีอยุธยา ไปทำพิธีเหยียบชิงชัยภูมิตัดไม้ข่มนาม 

ที่ตำบลลุมพลี พระองค์ได้เสด็จไปประทับที่แขวงเมืองวิเศษไชยชาญอันเป็นที่ชุมพล จึง

สันนิษฐานว่า เมืองวิเศษไชยชาญได้ตั้งเมืองในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา ตัวเมืองวิเศษไชย

ชาญสมัยนั้นตั้งอยู่ทางลำแม่น้ำน้อย ฝั่งตะวันออก หมู่บ้านตรงนั้นปัจจุบันยังเรียกว่า “บ้านจวน” 

แสดงว่าเป็นที่ตั้งจวนเจ้าเมืองเดิม ต่อมา สภาพพื้นที่และกระแสน้ำในแควน้ำน้อยเปลี่ยนแปลงไป 

การคมนาคมไปมาระหว่างแม่น้ำน้อยกับแม่น้ำใหญ่ (คือแม่น้ำเจ้าพระยา) เดินทางติดต่อไม่

สะดวก จึงย้ายที่ตั้งเมืองไปอยู่ที่ตำบลบ้านแห ตรงวัดไชยสงคราม (วัดกระเจา) ฝั่งขวาหรือฝั่ง

ตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับขนานนามให้เป็นสิริมงคลแก่เมืองใหม่ว่า “เมือง

อ่างทอง” ส่วนเมืองวิเศษไชยชาญยังคงเป็นเมืองอยู่ตลอดมาจนถึง พ.ศ. 2439 จึงลดลงเป็นอำเภอ 

เรียกว่า อำเภอไผ่จำศีล ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอวิเศษไชยชาญ [3],[4] และราชการก็ใช้ชื่อ 

อำเภอวิเศษไชยชาญ มาจนถึงอย่างน้อยวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ [5] หลังจากนั้น ก็พบว่า 

เมื่อ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ราชการก็ใช้ชื่อเป็น อำเภอวิเศษชัยชาญ [6] (ไม่พบหลักฐานคำสั่ง

ให้เปลี่ยนชื่ออำเภอ ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา)

กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2356 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาภูธร 

สมุหนายกไปเป็นแม่กองทำการเปิดทำนบกั้นน้ำที่หน้าเมืองอ่างทอง เพื่อให้น้ำไหลไปทางคลอง

บางแก้วแต่ไม่สำเร็จ จึงย้ายเมืองอ่างทองไปตั้งที่ปากคลองบางแก้ว ตำบลบางแก้ว ท้องที่อำเภอ

เมืองอ่างทองฝั่งซ้ายของแม่น้ำพระยาจนถึงปัจจุบันนี้

เมืองอ่างทองมีท้องที่ต่อเนื่องกับกรุงศรีอยุธยา เสมือนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง จึงมี

ประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกันหลายตอน เฉพาะที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ ราว พ.ศ. 2122 ญาณพิเชียรมา

ซ่อมสุมคนในตำบลยี่ล้น ขุนศรีมงคลแขวง ส่งข่าวกบฏนั้นมาถวาย สมเด็จพระมหาธรรมราชา

โปรดให้พระยาจักรียกกำลังไปปราบปราม ตั้งทัพในตำบลมหาดไทย ญาณพิเชียรและพรรคพวกก็

เข้าสู้รบกับพระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีเสียชีวิตในการสู้รบ พวกชาวบ้านก็เข้าเป็นพวกญาณพิเชียร 

ญาณพิเชียรติดเอาเมืองลพบุรี ก็ยกกำลังไปปล้นเมืองลพบุรี จึงเกิดรบกับพระยาสีหราชเดโช 

ญาณพิเชียรถูกยิงตาย พรรคพวกกบฏก็หนีกระจัดกระจายไป กบฏญาณพิเชียรนับว่าเป็น

เหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่ง ที่ชาวบ้านยี่ล้นและชาวบ้านมหาดไทย แขวงเมืองวิเศษไชย

ชาญเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

พ.ศ. 2128 พระเจ้าเชียงใหม่ยกกองทัพมาตั้งที่บ้านสระเกศ ท้องที่ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย 

สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกกองทัพไปถึงตำบลป่าโมก ก็พบทหารพม่าซึ่งลงมาเที่ยว

รังแกราษฎรทางเมืองวิเศษไชยชาญ จึงได้เข้าโจมตีทหารพม่าล่าถอยไป พระเจ้าเชียงใหม่จึงได้

จัดกองทัพยกลงมา สมเด็จพระนเรศวรจึงดำรัสสั่งให้พระราชมนูคุมกองทัพขึ้นตระเวนดูก่อน 

กองทัพระราชมนูไปปะทะกับกองทัพพม่าที่บ้านบางแก้ว สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปถึงบ้าน

แห จึงมีดำรสให้ข้าหลวงขึ้นไปสั่งพระราชมนูให้ทำเป็นถอยทัพกลับมา แล้วพระองค์ก็โอบล้อม

รุกไล่ตีทัพพม่าแตกทั้งทัพหน้าและทัพหลวง จนถึงที่ตั้งทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ กอง

ทัพของพระเจ้าเชียงใหม่จึงแตกพ่ายกลับไป

พ.ศ. 2130 พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ทหารไทยได้เอาปืนลงเรือสำเภาขึ้น

ไประดมยิงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี จนพระเจ้าหงสาวดีทนไม่ไหวต้องถอยทัพหลวงกลับขึ้น

ไปตั้งป่าโมก สมเด็จพระนเรศวรเสด็จโดยขบวนทัพเรือตามตีกองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดี

ไปจนถึงป่าโมก จนพม่าแตกพ่ายถอยทัพกลับไป

พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกทัพจากรุงศรีอยุธยาไปตั้งที่ทุ่งป่าโมก แล้วยก

ทัพหลวงไปเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้ และทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่

ตำบลตระพังตรุ หนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ เมืองสุพรรณบุรี จนมีชัยชนะยุทธหัตถีในครั้งนั้น

พ.ศ. 2147 สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถยกกองทัพไปตีกรุงอังวะ เสด็จเข้าพัก

พลที่ตำบลป่าโมก แล้วเสด็จไปทางชลมารค ขึ้นเหยียบชัยภูมิตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก ตัดไม้

ข่มนามตามพระราชพิธีของพราหมณ์แล้วยกทัพไป แต่สวรรคตเสียที่เมืองหางหรือเมืองห้างหลวง 

สมเด็จพระเอกาทศรถนำพระบรมศพกลับกรุงพร้อมด้วยพระเกียรติและในสมัยแผ่นดินสมเด็จ

พระศรีสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) พระองค์ได้ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนไปในงานฉลอง

พระอาราม ได้ทรงชกมวยได้ชัยชนะถึง 2 ครั้ง สถานที่เสด็จไปก็คือ บ้านพระจันตชนบท แขวง

เมืองวิเศษไชยชาญ เชื่อกันว่างานฉลองวัดที่เสร็จไปนั้นอาจเป็นวัดโพธิ์ถนนหรือวัดถนน ซึ่งเป็น

วัดร้างอยู่ในตำบลตลาดกรวด (อำเภอเมืองอ่างทอง) นั่นเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าดิน

แดนของอ่างทองยังคงความสำคัญต่อเมืองหลวง คือ กรุงศรีอยุธยา เมื่อมีงานนักขัตฤกษ์ของ

สามัญชนที่เลื่องลือเข้าไปถึงพระราชวังในเมืองหลวง แม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงสนพระทัยที่

จะทอดพระเนตรและทรงเข้าร่วมด้วยกันอย่างสามัญ

พ.ศ. 2269 ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พระองค์ได้เสด็จไปควบคุมชลอพระ

พุทธไสยาสน์วัดป่าโมก เพราะปรากฏว่าแม่น้ำเจ้าพระยาตรงหน้าวัดป่าโมก น้ำเซาะกัดตลิ่งจนทำ

ให้พระวิหารพระพุทธไสยาสน์อาจพังลงได้ จึงมีรับสั่งให้ทำการชลอพระพุทธไสยาสน์เข้าไป

ประดิษฐานห่างฝั่งออกไป 150 เมตร กินเวลาทั้งหมดกว่า 5 เดือน

เนื่องจากเมืองอ่างทองเคยเป็นยุทธภูมิระหว่างทหารไทยกับทหารพม่าหลายครั้ง จึงมีบรรพบุรุษ

ของเมืองอ่างทองได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญในการรบกับพม่าหลายท่าน เช่น นายแท่น นายโชติ 

นายอิน และนายเมือง ทั้งสี่ท่านเป็นชาวบ้านสีบัวทอง (ตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหาในปัจจุบัน) 

และมีนายดอก ชาวบ้านกรับ และนายทองแก้ว ชาวบ้านโพธิ์ทะเล ทั้งสองท่านเป็นชาวเมืองวิเศษ

ไชยชาญ ได้ร่วมกับชาวบ้านของเมืองวิเศษไชยชาญสู้รบกับพม่าอยู่ที่ค่ายบางระจัน ซึ่งสมัยนั้น

อยู่ในแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ และสนามรบส่วนใหญ่อยู่ในท้องที่อำเภอแสวงหา วีรกรรมอัน

กล้าหาญชาญชัยของนักรบไทยค่ายบางระจันสมัยนั้น เป็นที่ภาคภูมิใจและประทับอยู่ในความ

ทรงจำของคนไทยทุกคนตลอดมา ประชาชนชาวเมืองอ่างทองจึงพร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อ

เป็นอนุสรณ์แก่นายดอ และนายทองแก้วไว้ที่บริเวณวัดวิเศษไชยชาญ อำเภอวิเศษชัยชาญ โดยที่

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิด

อนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2520 ดังนั้นในวันที่ 25 มีนาคมของทุกปี ชาวเมืองอ่างทองจึง

ได้กระทำพิธีวางมาลาสักการะอนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีใน

วีรกรรมความกล้าหาญของท่านเป็นประจำทุกปี

อีกครั้งของวีรกรรมของนับรบแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ คือ ขุนรองปลัดชูกับกองอาทมาต คือเมื่อปี 

พ.ศ. 2302 ตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) ขึ้นครองราช

สมบัติกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ในครั้งนั้น พระเจ้าอลองพญาครองราชสมบัติกรุงอังวะรัตนสิงห์ 

ปกครองพม่ารามัญทั้งปวง พระองค์ให้เกณฑ์ไพร่พล 8000 ให้มังฆ้องนรธาเป็นนายทัพยกมา ตี

เมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี พระเจ้าเอกทัศทรงเกณฑ์พล 5000 แบ่งเป็นสองทัพ โดยให้พระ

ราชรองเมืองว่าที่ออกญายมราชคุมทัพใหญ่พล 3000 แลให้ออกญารัตนาธิเบศร์คุมทัพหนุนพล 

2000 ในครั้งนั้นมีครูฝึกเพลงอาวุธอยู่ในเมืองวิเศษไชยชาญอยู่ผู้หนึ่ง ชื่อ ครูดาบชู ซึ่งได้รับแต่ง

ตั้งจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศให้เป็นปลัดเมือง กรมการเมืองวิเศษไชยชาญ ชาวบ้านจึง

เรียนว่าขุนรองปลัดชู นำกองอาทมาต 400 มาอาสาศึก แลได้ติดตามไปกับกองทัพออกญารัตนาธิ

เบศร์ เมื่อเดินทางข้ามพ้นเขาบรรทัดก็ได้ทราบว่า เมืองมะริดและตะนาวศรีเสียแก่ข้าศึกแล้ว จึง

ตั้งทัพรออยู่เฉย ๆ โดยทัพพระราชรองเมืองตั้งอยู่ที่แก่งตุ่มตอนปลายแม่น้ำตะนาวศรี ส่วน

ออกญารัตนาธิเบศร์ตั้งทัพอยู่ที่เมืองกุยบุรี แต่ให้กองอาทมาตมาขัดตาทัพรอที่อ่าวหว้าขาว

จากนั้นสามวันทัพพม่าเข้าตีทัพไทยที่แก่งตุ่มแตกพ่าย และยกมาเพื่อเข้าตีทัพหนุน กองอาทมา

ตของขุนรองปลัดชู ได้รับคำสั่งให้ตั้งรับพม่าที่ตำบลหว้าขาวริมทะเล ครั้นพอเพลาเช้า ทัพพม่า 

8000 ก็ปะทะกับกองอาทมาต 400 นาย ทัพทั้งสองปะทะกันดุเดือดจนถึงเที่ยง มิแพ้ชนะ แต่ทัพ

ไทยพลน้อยกว่าก็เริ่มอ่อนแรง ขุนรองปลัดชูรบจนสิ้นกำลังถูกทหารพม่ารุมจับตัวไป จากนั้น

พม่าให้ช้างศึกเข้าเหยียบย่ำทัพไทยล้มตายเป็นอันมาก กองอาทมาต 400 คนตายแทบจะสิ้นทั้งทัพ 

เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของกองอาสาวิเศษไชยชาญในครั้งนั้น จึงได้มีการสร้างวัดขึ้นเป็นที่ระลึก

แก่นักรบกล้าทั้ง 400 คนโดยเรียกกันว่า "วัดสี่ร้อย"

ประชากร
เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2552 จังหวัดอ่างทองมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 284,807 คน จำแนกเป็นชาย 

136,964 คน เป็นหญิง 147,843 คน (อันดับที่ 69 ของประเทศ) จำนวนบ้าน 85,838 หลัง ความ

หนาแน่นของประชากร 294.11 ตร.กม (อันดับที่ 11 ของประเทศ)

ศาลหลักเมือง
หลักเมือง มีความหมายว่า เป็นประธานของเมือง เป็นศูนย์รวมความมั่นคงของเมือง เป็นนิมิต

มงคลของเมือง เป็นหลักชัย หลักใจ และศูนย์รวมความสามัคคีของประชาชน หลักเมืองจะเป็น

เสาหลักโดดเด่น ไม่มีภาพ รูป หรือพระพุทธรูป การสร้างหลักเมืองต้องขอพระบรมราชานุญาต

จากพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศก่อน เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ผู้ว่า

ราชการจังหวัดหรือเจ้าเมืองจึงจะดำเนินการสร้างต่อไปได้

เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าเสาหลักเมืองและศาลหลักเมือง จังหวัดอ่างทอง ได้มีปรากฏอยู่ที่ใด 

คณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนจังหวัดอ่างทองจึงได้ร่วมใจกันจัดหาทุนสร้างศาลหลัก

เมืองขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและความสามัคคีของประชาชนในจังหวัด จังหวัดอ่างทอง ได้

มอบให้นายกำจัด คงมีสุข ข้าราชการครูบำนาญผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม 

และสถาปัตยกรรมไทยเป็นผู้ออกแบบสร้างศาลหลักเมือง และมีพระครูวิเศษชัยวัฒน์ เจ้าอาวาส

วัดชัยมงคลเป็นที่ปรึกษา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ได้เสด็จไปเป็นประธานวาง

ศิลาฤกษ์ ศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2533 การก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อย 

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้พระราชทานพระบรม

ราชวโรกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (นายทวีป ทวีพาณิชย์) เข้าเฝ้าน้อมเกล้า ฯ ถวายยอดเสาหลัก

เมืองเพื่อทรงเจิม ทรงพระสุหร่าย และทรงบรรจุ แผ่นยันต์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2534 เวลา 16.30 

น. ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิ

ราชฯ สยามบรมราชกุมารเสด็จแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธียกเสาหลัก เมืองและเปิดศาล

หลักเมืองเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2534 เวลา 15.30 น

ศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทอง อยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด เป็นอาคารจตุรมุข (4 หน้า) ยอด

ปรางค์หลังคาเป็นปูนซีเมนต์ฉาบสีแดงตัวศาลสูงจากพื้นประมาณ 1.5 เมตร ภายในศาลเป็นภาพ

จิตรกรรมฝาผนังภา พุ่มข้าวบิณฑก้านแยกสวยงามมาก ศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทอง เป็นศาล

หลักเมืองแห่งที่ 2 ที่มีการเขียนภาพ จิตรกรรมฝาผนังทั้ง 4 ด้าน

เสาหลักเมืองซึ่งประดิษฐ์อยู่ในศาลหลักเมืองบนแท่นแปดเหลี่ยมพื้นปูด้วยหินอ่อนทำจากไม้

ชัยพฤกษ์ซึ่ง ถือเป็นไม้มงคล คัดจาก 1 ในจำนวน 5 ต้น ที่นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาทจังหวัด

สระบุรี มีลักษณะที่เรียกว่า ไม้ขานาง คือลำต้นตรงขึ้นไปแล้วแยกเป็น 2 กิ่ง แบบง่ามหนังสติ๊ก

โบราณถือว่าเป็นไม้ที่เหมาะจะเป็นเสาโบสถ์ หรือเสาวิการ ไม้มงคลซึ่งนำมาทำเป็นเสาหลัก

เมืองของจังหวัดอ่างทองนั้นได้ผ่านพิธีคัดเลือก ต้นไม้ พิธีตัด พิธีอัญเชิญ พิธีกลึงเสาและฉลอง

รับขวัญอย่างถูกต้อง ตามพิธีหลวงของสำนักพระราชวังทุกประการ เสาหลักเมืองนี้ได้รับการ

ตกแต่งแกะสลักลงรักปิดทองจากพระครูวิเศษชัยวัฒน์และนายกำจัด คงมีสุข ซึ่งเป็น ชาวอ่างทอง 

และมีความชำนาญในการสร้างเมืองมาหลายจังหวัดแล้ว

ด้านทิศเหนือของศาลหลักเมืองมีศาลาตรีมุข ซึ่งใช้เป็นที่ประทับหรือที่นั่งขององค์ประธานหรือ

ประธาน ในการประกอบพิธีต่าง ๆ ด้านทิศใต้มีศาลาทรงไทย 2 หลัง ใช้เป็นสถานที่ให้บริจาค

บูชาวัตถุมงคล และดอกไม้ ธูป เทียน ด้านทิศใต้มีศาลาเรือนไทย เป็นที่รวบรวมของดีเมือง

อ่างทองมาจำหน่ายระหว่างตัวศาลหลักเมือง คือ ศาลาตรีมุขซึ่งห่างกันประมาณ 30 เมตร เป็น

ลานกว้างใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมและการแสดงต่าง ๆ บริเวณศาลหลักเมืองมีพื้นที่ทั้ง

หมดประมาณ 1.5 ไร่ จึงสามารถจัดทำสวนดอกไม้ สวนหย่อม และปลูกหญ้าได้สวยงาม

ศาลหลักเมืองของจังหวัดอ่างทอง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สวยงามสมกับเป็นหลักชัยและหลักใจ

ของประชาชน ชาวอ่างทองอย่างยิ่ง ผู้มีโอกาสไปเยือนจังหวัดอ่างทองไม่ควรละเว้นที่จะไป

เคารพสักการะศาลหลักเมืองและหาของดีเมืองอ่างทองบริเวณศาลนั้น เพื่อเป็นสมบัติประจำตน

และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

การเดินทางสู่อ่างทอง
รถยนต์
ใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) จากกรุงเทพมหานคร แยกเข้าเส้น

ทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 (บางปะอิน-พยุหะคีรี) ผ่านอำเภอบางปะอิน-บางปะ

หัน-อยุธยา-อ่างทอง รวมระยะทาง 105 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุด
ใช้เส้นทางตัดใหม่ข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-ตลิ่งชัน เข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 

(บางบัวทอง-ชัยนาท) ผ่านจังหวัดนนทบุรี-ปทุมธานี-อยุธยา-สุพรรณบุรี-อ่างทอง รวมระยะทาง

ประมาณ 150 กิโลเมตร
ใช้เส้นทางกรุงเทพมหานคร-ปทุมธานี ผ่านอำเภอปากเกร็ด เข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3111 

ผ่านอำเภอบางไทร-อำเภอเสนา-อยุธยา จากนั้นใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 309 (วัง

น้อย-สิงห์บุรี) เข้าอำเภอป่าโมก-อ่างทอง รวมระยะทาง 140 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง[แก้]
บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการรถโดยสารธรรมดาและรถปรับอากาศทุกวัน วันละหลายเที่ยว 

สามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 (จตุจักร)

ชาวอ่างทองที่มีชื่อเสียง
สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล
กรวีร์ ปริศนานันทกุล
เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
สุภา ศิริมานนท์
บำเรอ ผ่องอินทรีย์ (โน้ต เชิญยิ้ม)
โรจน์ เมืองลพ นักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดัง
ไชยา มิตรชัย
แอน มิตรชัย
ไปรยา สวนดอกไม้
วีรยุทธ รสโอชา
ลิขิต เอกมงคล
สิวะ แตรสังข์
เจริญพร อ่อนละม้าย (โก๊ะตี๋)
อนุสรณ์ มณีเทศ (โย่ง อาร์มแชร์)
อิสริยะ อภิชัย (มิสไทยแลนด์เวิลด์ ในปี พ.ศ. 2534)
พลเอก ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (ราชบัณฑิต)
ปลื้มจิตร์ ถินขาว (นักวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทย)
มลิกา กันทอง (นักวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทย)
บุญเลิศ นาจพินิจ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลิเก))
ปักษิณ ลูกวิเศษ (นักร้องลูกทุ่งรุ่นเก่า)
เสกศักดิ์ พู่กันทอง (นักร้องลูกทุ่งรุ่นเก่า เจ้าของเพลง ทหารอากาศขาดรัก-ขันหมากเศรษฐี )
สร้อยเพชร พรสุพรรณ (นักร้องลูกทุ่งรุ่นเก่า)
ฉลอง วุฒิวัย (ครูเพลงลูกทุ่งรุ่นเก่า เจ้าของผลงานเพลง อย่าหลงบางกอก )
จิ๋ว พิจิตร (ครูเพลงลูกทุ่งรุ่นเก่า เจ้าของงานผลงานเพลงมากมายฯลฯ )

หน่วยการปกครอง
การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 73 ตำบล 513 หมู่บ้าน
อำเภอเมืองอ่างทอง
อำเภอไชโย
อำเภอป่าโมก
อำเภอโพธิ์ทอง
อำเภอแสวงหา
อำเภอวิเศษชัยชาญ
อำเภอสามโก้




Total: 0:               
 
    
หน้าแรก  |  ทนายความ  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//